วันศุกร์ที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2568
บทกวี ✏️ คือกรวดเม็ดหนึ่ง 📌
วันเสาร์ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2567
๑๑ เหตุผล 💎 ทำไมสุนทรภู่จึงยืนหนึ่งในฐานะกวีเอกเสมอมา..
ย้อนความหลังครั้งเก่าเงาอดีต
ทั้งจารีตประเพณีที่สูญหาย
อีกสีสรรพ์วรรณคดีที่ใกล้ตาย
กับลวดลายนิทานอันพราวแพรว
เพราะหนังสือโดนทัพดิสรัปชั่น
มาบีบคั้นหายเห็นเป็นแถวแถว
จึงสืบสานผ่านจอพอเป็นแนว
เชิญพี่แก้วน้องแก้วมาฟังกัน
คงจะมีคนสงสัยกันบ้างว่า ทำไมกวีเอกอย่างสุนทรภู่ถึงได้รับการยอมรับและยกย่องกันเป็นอย่างมาก ทั้งที่ไทยเรามีกวีฝีมือเยี่ยมและวรรณคดีชั้นครูอยู่มากมาย วันนี้ เราจะมาดูกันว่า กระบวนกลอนสุนทรภู่มีความโดดเด่นอย่างไร ถึงทำให้ท่านยืนหนึ่งตลอดมา…..
รื่นไหลดังสายน้ำ
งดงามด้วยลีลา
อหังการ์เปี่ยมล้น
แยบยลในการเล่า
ปลุกเร้าจินตนาการ
แตกฉานในสัมผัส
เด่นชัดในในอารมณ์
อุดมสุภาษิต
สื่อชีวิตแนบเนียน
เขียนภาษาตลาด
ปราชญ์แห่งการใช้คำ
บางที นี่อาจจะเป็นบทสรุปงานของท่านภู่หรือสุนทรภู่ที่เรารู้จักกันดีในฐานะกวีเอกแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ท่านถือเป็นกวีสี่แผ่นดิน คือเกิดในสมัยรัชกาลที่ ๑ แล้วมีชีวิตอยู่ต่อมาจนถึงรัชกาลที่ ๔ ท่านเกิดและเติบโตมาในรั้ววังหลัง เพราะมีแม่เป็นข้าหลวงอยู่ในวัง ตอนที่ท่านเริ่มโตเป็นโจ๋อยู่แถววังหลังนั้น เป็นช่วงต้นรัชกาลที่ ๒ ที่ถือกันว่าเป็นยุคทองของวรรณคดีไทย เพราะสังคมเริ่มสงบ เริ่มฟื้นตัวจากพิษสงครามกับพิษสงครามกับพม่า มีการติดต่อค้าขายกับฝรั่ง แขก จีน ไทยไปทั่วกรุงสยามสมัยนั้น ท่านสุนทรภู่คงมีโอกาสคลุกคลีกับนักเดินทางและคนเรือสินค้าที่ขึ้นล่องผ่านแม่น้ำเจ้าพระยาเข้ามา ท่านจึงซึมซับความรู้เรื่องราวต่าง ๆ จากโลกภายนอกอย่างกว้างขวาง ประกอบกับในรั้ววังหลังก็คงมีการละเล่น ร้องรำทำเพลงกันเป็นประจำ เช่น เล่าขานวรรณคดี ขับเสภา เล่นกลอนสักวา การละครฟ้อนรำ บรรเลงมโหรีปี่พาทย์ สิ่งเหล่านี้ สุนทรภู่คงคุ้นเคยเป็นอย่างดี เมื่อรวมกับนิสัยรักเรียนเขียนอ่านของท่าน จึงไม่แปลกอะไรที่ท่านจะมีความรู้แตกฉานด้านการใช้ภาษาและสามารถนำออกมาใช้อย่างเชี่ยวชาญ…
ทีนี้ มาดูกันทีละข้อว่ากลอนของสุนทรภู่มีความโดดเด่นอย่างไร
วันจันทร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2567
เกร็ดภาษาไทย ⏰ นับเวลาแบบไทย...ทุ่ม..โมง..ยาม
คติไทยสมัยก่อน (หรืออาจจะรวมถึงสมัยนี้ด้วย) นิยมอะไรที่ “ง่ายไว้ก่อน พ่อสอนไว้” จนดูเหมือนจะกลายเป็นค่านิยมทางวัฒนธรรมแบบหนึ่งของไทยเราไปแล้ว แม้แต่ภาษาไทยของเราเองก็ดูจะไม่เว้นเช่นกัน เพราะนับตั้งแต่สมัยแรกกำเนิดภาษาไทยก็นิยมใช้คำโดดหรือคำที่ออกเสียงพยางค์เดียวในการสื่อความหมายอยู่แล้วเช่น ฉัน,รัก, แม่...ฯลฯ
จนกระทั่งต่อมาระยะหลังนั่นแหละ ถึงเริ่มมีการใช้คำควบหรือคำประสมตามอิทธิพลที่ได้รับมาจากภาษาบาลี-สันสกฤตรวมทั้งภาษาในตระกูลมอญ-เขมรเพิ่มเติมเข้ามา
ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่เราจะกำหนดนับเวลาตามสิ่งที่เห็นและรู้สึกได้ในชีวิตประจำวัน อย่างเช่นคำว่า “โมง” และ “ทุ่ม”อันเป็นสัญลักษณ์บ่งบอกเวลาช่วงกลางวันและกลางคืน ก็มาจากเสียงย่ำฆ้องและกลองที่ทางวัดใช้ตีบอกเวลาในแต่ละชั่วโมงของวันนั่นเอง เนื่องจากสมัยก่อนนาฬิกามักมีใช้เฉพาะภายในวัดเท่านั้น ชาวบ้านจึงต้องอาศัยเสียงสัญญาณกลองและฆ้องที่ดังมาจากวัดเป็นหลัก บ้างที่อยู่ห่างไกลออกไปจนไม่ได้ยินแม้แต่เสียงย่ำกลองก็ต้องใช้วิธีฟังเสียงปืนใหญ่ซึ่งในหลวงรัชกาลที่ ๕ ทรงโปรดฯให้ทหารเรือยิงปืนใหญ่ประจำเรือทุก ๆ เที่ยงวันเพื่อประชาชนและบรรดาพ่อค้าวานิชจะได้ใช้เทียบเวลาประจำวัน นี่จึงเป็นที่มาของคำว่า “ไกลปืนเที่ยง” ซึ่งหมายพื้นที่ที่อยู่ห่างไกลความเจริญ และยังเป็นที่มาของการกำหนดให้กองทัพเรือเป็นผู้รักษาเวลามาตรฐานของประเทศอีกด้วย
กังวานดัง “โหม่ง” แรกของวัน เริ่มจากเสียงฆ้องที่ตีบอกเวลาตั้งแต่ ๗ นาฬิกาจนถึงเพลหรือ ๑๑ นาฬิกาอันเป็นเวลาที่พระฉันอาหารนับไล่เรียงมาตั้งแต่ฟ้าสว่างหรือย่ำรุ่ง (๖ นาฬิกา) เป็นหนึ่ง..สอง...สาม..สี่..และห้าโมงเช้าหรือเพลตามลำดับ (ต่างจากประเพณีสากลที่เริ่มนับหนึ่งกันตั้งแต่ผ่านพ้นชั่วโมงแรกหลังเที่ยงคืนเลยทีเดียว) พอผ่านเที่ยงวันก็เริ่มนับใหม่เป็นช่วงบ่ายโมง..บ่ายสอง..สาม..สี่..และห้าเช่นเดียวกัน ก่อนผ่านไปยังย่ำค่ำ (๑๘ นาฬิกาหรือหกโมงเย็น) หลังจากนั้น สัญญาณก็จะเปลี่ยนไปจากการใช้ฆ้องมาเป็นกลองดังตุ้ม..ตุ้ม ตั้งแต่ตุ้มเดียวหรือหนึ่งทุ่มไปจนถึงห้าตุ้มหรือห้าทุ่ม ก่อนถึงเที่ยงคืนหรือหกทุ่มหรือที่นิยมเรียกกันว่า “สองยาม”ในอีกหนึ่งชั่วโมงต่อมา..
คำว่า "ยาม" ที่จริงก็มาจากกำหนดการเข้าเวรยามของทหารยามรักษาการภายในพระราชวังนั่นเอง ในสมัยก่อน การผลัดเวรยามของทหาร ช่วงกลางวันจะแบ่งเป็น ๒ ผลัด ผลัดละ ๖ ชั่วโมงตั้งแต่ย่ำรุ่งจนถึงย่ำค่ำ หลังจากนั้นจึงถึงเวรของยามผลัดกลางคืนซึ่งแบ่งตามคาบเวลาเป็นช่วง ๆ ละ ๓ ชั่วโมงเริ่มตั้งแต่ย่ำค่ำหรือหกโมงเย็นถือเป็นยามต้นจนถึงสามทุ่ม..ยาม ๒ ตั้งแต่สามทุ่มถึงเที่ยงคืนหรือสองยาม ต่อด้วยยาม ๓ (เที่ยงคืน-ตีสาม) และยาม ๔ (ตีสาม – ย่ำรุ่งหรือหกโมงเช้า) ตามลำดับ
การนับยามแบบนี้มีข้อสังเกตเล็กน้อยสำหรับคนที่เคยผ่านตานิยายกำลังภายในหรือพงศาวดารจีนมา คือข้อแตกต่างตรงที่จีนนับยามเป็นคาบเวลาเพียงช่วงละ ๒ ชั่วโมง ขณะที่ไทยเราถือ ๓ ชั่วโมงเป็นหลัก
วันพฤหัสบดีที่ 4 กรกฎาคม พ.ศ. 2567
บทกวี 🌎 โลก 🌞 ชีวิต 🌘 รัตติกาล
เป็นเพียงความรู้สึกอันลึกซึ้ง
ครุ่นคำนึงด้วยแรงปรารถนา
พริ้วผ่านห้วงทะเลแห่งเวลา
มิอาจราเริดร้างเหมือนอย่างเคย
เราหลงทางมาแต่ไหนเมื่อไหร่นี่
จึงวันนี้สะทกสะเทือนเกินเอื้อนเอ่ย
ดอกไม้หอมจรุงกลิ่นอันชินเชย
นิจจาเอ๋ยไยชืดหอมจืดจาง
ดอกโมกบานเกลื่อนกล่นบนต้นโมก
สลัดกลีบวิปโยคอยู่ไม่สร่าง
พรมขาวหม่นทอดนิ่งอยู่ริมทาง
สลายร่างบางเบาเหงาระยับ
กับราตรีว่างเปล่าชวนเศร้าหมอง
สัมผัสเพียงแสงทองของอัจกลับ
มาเฉิดฉายโลมลูบจนวูบวับ
ก่อนลาลับจับแจ้งแสงอรุณ
วันจันทร์ที่ 9 ตุลาคม พ.ศ. 2566
🌻 ประยงค์ : ผลิดอกเหมือนออกผล
วงศ์ : Meliaceae
เหมือนอุบะนวลละออง เจ้าแขวนไว้ให้เรียมชม
ประยงค์เป็นไม้กลางแจ้ง ชอบแดด จัดเป็นไม้โตช้าต้นหนึ่ง ในบ้านเรามีประยงค์อยู่ ๓ ชนิด คือประยงค์ใบใหญ่ ประยงค์ป่า และประยงค์บ้านที่พบเห็นได้ทั่วไป
วันเสาร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2566
บทกวี 👼 โลกสีขาวของหนู
โลกสีขาวของหนูอยู่ที่ไหน
มันอยู่ในกระดาษวาดเขียนหนู
หรืออยู่ในชอล์คที่ถือในมือครู
หรือเป็นเพียงคำหรูหรูหนูเคยฟัง
โลกสีขาวอยู่ไหนหนูไม่เห็น
ตั้งแต่เช้าจรดเย็นไม่เห็นหวัง
เห็นแต่รอยขาดวิ่นอันภินท์พัง
กับคราบอันเกรอะกรังประดังประเด
ลับแววตาฝ่าสายลมจนคมกริบ
เพ่งกระพริบตามทางไม่ห่างเห
โลกวิมุติทรุดซวนแกมรวนเร
เหมือนพ่ายพับกับเสน่ห์แห่งโลกีย์
โลกสีขาวจึงวันนี้กลายสีหม่น
ฉาบทะเลผู้คนอยู่ทุกที่
เกลื่อนความหมองนองน้ำตาล้นราคี
เปล่งประกายความดีด้วยสีดำ
วันพฤหัสบดีที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2564
นิทานชวนเพลิน 🧚♂️ กระเต็นน้อยหลงรัง
กระเต็นน้อยตัดสินใจบินหักหลบเข้าข้างทาง พุ่งตัวลัดเลาะไปตามสุมทุมพุ่มไม้ลึกเข้าไปในป่าใหญ่ไม่ยอมหยุด บิน..บิน..และบิน ทางโน้นที ทางนี้ที กระทั่งสิ้นเรี่ยวแรงที่จะบินต่อไป...
วันพุธที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2561
🌸 เล็บมือนาง : เล็บนางนามแม่นี้..มีนัย
ยามลมโลมกลางฟ้าใส
กิ่งก้านแม้แกว่งไกว
ยังชูช่ออรชร
แรกขาวแล้วพราวผ่าน
สู่แดงฉานไม่หยุดหย่อน
ผีเสื้อ..หมู่ภมร
เข้าจู่จับระยับตา...ฯ
วงศ์ : Combretaceae
พันธุ์ไม้โบราณดอกหอมของไทย รู้จักกันดีอย่างน้อยตั้งแต่สมัยกลางยุคกรุงศรีอยุธยามาแล้ว จัดเป็นไม้ไทยในวรรณคดีที่มีการพรรณาถึงดอกเล็บมือนางอยู่หลายเรื่อง ดังปรากฎในลิลิตพระลอว่า..
"เล็บมือนางนี้ดั่ง เล็บนาง เรียมนา
ชมม่านนางหวังต่าง ม่านน้อง
ชมพูสไบบาง นุชคลี่ ลางฤา
งามป่านี้ไม้ปล้อง แปลกปล้องคอศรีฯ
วันพุธที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2561
บทกวี 👩👧👦 ใดจักเปรียบปานแม่ ผู้พระในเรือน
วันอังคารที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558
สาระนิทาน ชุด ไม้ไทยใจดี 🎍 "ไผ่น้อย..ธรรมดา"
ในป่าเบญจพรรณมีพันธุ์ไม้ใหญ่น้อย นับร้อยนับพัน
พ่อแม่พี่น้องของฉัน
ต่างเกิด โต ตาย ที่นั่น เสมอมา
ฉันเป็นพืชตระกูลหญ้า
แต่ต้นโตกว่า เลยเรียกกันว่า"ไผ่"
ญาติพี่น้องมากหน้า มีหน้าตาแตกต่างกันไป
บ้างใบเล็ก บ้างใบใหญ่
บ้างเป็นพุ่ม บ้างเป็นกอ
แต่ล้วนตั้งลำแบ่งข้อ แตกหน่อที่ตา
เขาว่ากันว่า ฉันคล้ายผู้หญิง
ดูดูก็จริง เพราะฉันอ่อนไหว
ฉันชอบร้องเพลง ฉันชอบลู่ลม
เป็นเหมือนม่าน เหมือนพรม
ช่วยกันห่มไม้ใหญ่
ถึงคราวฟ้าพิโรธ ลงโทษป่าด้วยไฟ
ฉันก็พลอยผสม ระเริงลมเต็มที่
ที่ฉันทำอย่างนี้ เธอคงว่าไม่ดีใช่ไหม
แต่ที่จริงฉันทำเพื่อไม้อ่อน
เขาอ้อนวอนขอเติบใหญ่

ฉันจึงต้องเปิดป่า ให้ใบหญ้าได้ระบัด
เป็นโรงอาหารของสัตว์ นานา
วันพุธที่ 4 มีนาคม พ.ศ. 2558
บทกวี ♀️ สองมือแม่นี้ที่สร้างโลก
วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
บทกวี >> ขยะ
วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
เกร็ดภาษาไทย: 📜 หลักจำคำเป็น คำตาย อักษรสามหมู่ ไม้ม้วน
มีหลักจำเป็นรูปประโยคง่าย ๆ ดังนี้
๑. คำเป็น..
คุณตาขายาว เคยนั่งหาวชิมลำไยผลโต
หมายถึง พยางค์ที่ประสมกับสระเสียงยาวในแม่ ก.กา
(กา กง กน กม เกอย เกอว)
รวมทั้งสระเสียงสั้น อำ ไอ ใอ เอา
ด้วยเพราะถือว่าออกสำเนียงที่มีตัว ม ย ว กำกับอยู่
๒. คำตาย..
เพราะจิตคิดคด ชอบพูดปดนัก
หมายถึง พยางค์ที่ประสมด้วยสระเสียงสั้นในแม่ ก.กา รวมทั้งตัวสะกด กก กบ กด หรือ
จำง่าย ๆ ว่า “กบฏ”
๓. ไตรยางศ์ หรืออักษรสามหมู่..
หมู่ที่ ๑ อักษรสูง มีอยู่ ๑๑ ตัว คือ ข ฃ ฉ ฐ ถ ผ ฝ ศ ษ ส ห
ฃวดของฉันถูกเศรษฐี ฝังผิดสีผิดไห
หมู่ที่ ๒ อักษรกลาง มีอยู่ ๙ ตัว คือ ก จ (ฎ ฏ) ด ต บ ป อ
ไก่จิกเด็กตายบนปากโอ่ง (โหดจัง แต่จำง่ายดี !)
หมู่ที่ ๓ อักษรต่ำ มีอยู่ ๒๔ ตัว (ก็ที่เหลือจากอักษรไทย ๔๔ ตัวนั่นแหละจ้ะ)
แล้วทำไมต้องแบ่งเป็น ๓ หมู่ ไว้คราวหน้าค่อยมาว่ากันต่อ...
ไหน ๆ ก็ให้หลักจำคำไทยสำคัญ ๆ กันไปแล้ว จบตอนด้วยบทว่าด้วยการใช้ไม้ม้วน
แถมไปด้วยเลยน่าจะดี
ท่านเขียนเป็นกาพย์ยานี ไว้ให้จำง่าย ๆ ดังนี้...
ผู้ใหญ่หาผ้าใหม่ ให้สะใภ้ใช้คล้องคอ
ใฝ่ใจเอาใส่ห่อ มิหลงใหลใครขอดู
จะใคร่ลงเรือใบ ดูน้ำใสและปลาปู
สิ่งใดอยู่ในตู้ มิใช่อยู่ใต้ตั่งเตียง
บ้าใบ้ถือใยบัว หูตามัวมาใกล้เคียง
โพสต์แนะนำ
สาระนิทาน ชุด ไม้ไทยใจดี 🍽 เรื่อง "ข.ข้าว ขาว ขาว"
เขียวเอย...เขียวพรมผืนใหญ่ ใครมาถักทอไว้ แลไกลสุดตา เจียวเอย... ตัวฉันนั่นไง ใบ ข้าว เขียวเขียว ยืนต้นเดี่ยวเดี่ยว ร...
-
อังกฤษ – ลอนดอน / ลิสบอน – โปรตุเกส / ฝรั่งเศส – ปารีส / กรีซ – เอเธนส์ / สวีเดน – สต็อคโฮล์ม/ โรม – อิตาลี / นิวเดลฮี – อินเดีย ...
-
ตั้งใจไว้แต่เดิมว่า จะปลีกวิเวกจากการเขียนอะไรต่อมิอะไรไปสักพักหนึ่ง ด้วยรู้สึกจิตตกจากสาเหตุหลาย ๆ ประการดังที่เราท่านทั้งหลายต่างรับ...
-
ตำนานเวลา หยุดเขียนไปหลายวัน เพราะหดหู่เศร้าใจ กับความเป็นไปของสถานการณ์บ้านเมืองจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง วันนี้เลยขอต่อเรื่องการนับเวลาแบบไท...

.png)





![เล็บมือนางสะอางโฉม ยามลมโลมกลางฟ้าใส ลำนำดอกไม้ เล็บมือนาง [Rangoon Creeper]](https://blogger.googleusercontent.com/img/b/R29vZ2xl/AVvXsEi3SYfqDXpT8HeAg2LnHh_JDWUFdnSu_Po34nxkT4DqCr4S-w5bpAbuMQmFq9Yfs3m51TM97cmE-hzepUqyhYm5tlqnskHxT3UwYXmI4Z-kcRCw90UAn2GQou7Kuo_833bK3qVvEONyfDk/w243-h185-rw/%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B9%87%E0%B8%9A%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%871.jpg)




