แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กวีการเมือง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ กวีการเมือง แสดงบทความทั้งหมด

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2556

บทกวี >> วิหคแห่งใจ

บทกวี >> วิหคแห่งใจ

เพราะความจริงไม่เหมือนกับนิยาย
และไม่คล้ายดังละคอนย้อนบทเก่า
จึงหวาดไหวใจสะท้านอยู่นานเนา
กับเงื้อมเงาวิปโยคและโชคร้าย

เราเดินมาไกลมากจากจุดเริ่ม
แปลบหัวใจดวงเดิมแสนเหน็ดหน่าย
เห็นแต่ความย่อยยับปนอับอาย
กับความล่มแหลกสลายของบ้านเมือง

บางทีการผ่านพ้นจึงค้นพบ
ภาพผู้คนยอมสยบราวสัตว์เชื่อง
ไม่ขัดขวาง ไม่ว้าวุ่น ไม่ขุ่นเคือง
นิ่งมันเสียทุกเรื่องเซื่องเซื่องไป

หยั่งรากลึกในอากาศเฝ้าวาดหวัง
คงสักครั้งรพิพรรณฉายวันใหม่
ระบายรุ่งรุ้งสวยช่วยอวยชัย
ขจัดภัยพ่ายแพ้แก่แผ่นดิน

การเดินทางกลางเถื่อนเหมือนไม่จบ
จึงพานพบเพียงคมลมบาดหิน
ไร้ความหมายไร้ค่าไร้ราคิน
ลมหายใจรวยรินเหมือนสิ้นแรง

วันจันทร์ที่ 4 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

บทกวี ⌛ รัฐธรรมนูญฉบับ..ตูเอง

รัฐธรรมนูญฉบับ..ตูเอง
มาตราหนึ่ง..ประเทศไทยมิใช่หนึ่ง
แต่จะต้องแบ่งครึ่งให้ถึงสอง
และต้องมีตัวกูเป็นผู้ครอง
ตีตราจองของใหม่ใหม่ได้คล่องมือ

มาตราสอง..ต้องมีประชาธิปไตย
ในเงื่อนไข..ยอมตามและห้ามหือ
พร้อมยอมทนสนตะพายคล้ายกระบือ
แลกกับซื่อคืออด..คดคือรวย

มาตราสาม..ห้ามมีตุลาการ
ที่ประจานคนจัญไรไม่เล่นด้วย
มาตราสี่..รัฐสภาต้องเฮงซวย
ยกมือช่วยรัฐบาลทุกกรณี

มาตราห้า...โทษอาญายังมีได้
แต่ต้องดูหน้าใครให้ถ้วนถี่
มาตราหก..การค้าต้องเสรี
แต่กูมีสิทธิควบมารวบเอา

มาตราเจ็ด...บุคคลมีเสรีภาพ
ที่จะงาบ...ที่จะเลว...ที่จะเผา
มาตราแปด...การศึกษาแต่วัยเยาว์
ต้องสอนให้โง่เขลาให้เชื่อฟัง

วันอังคารที่ 22 มกราคม พ.ศ. 2556

บทกวี 🖋️ ต้นกล้าประชาภิวัฒน์

                เรามาไกลเกินกว่าหันหน้ากลับ จึงควรยิ้มต้อนรับการเมืองใหม่
เรามาไกลเกินกว่าหันหน้ากลับ
จึงควรยิ้มต้อนรับการเมืองใหม่
เพื่อเดินหน้าปฏิรูปประเทศไทย
สู่ธรรมาธิปไตยในโลกา

ผิดนักหรือที่จะถางทางกำหนด
เพื่อจัดวางอนาคตในวันหน้า
เพื่อการเมืองไม่ต้องชี้ที่ราคา
ไร้เบื้องหลังเบื้องหน้ามารวบรัด

พอกันทีอัปรีย์ไป จัญไรมา
พอกันทีกับหมูหมาสารพัดสัตว์
พอกันทีประชาธิปไตยแบบไล่ยัด
หยุดวิบัติแผ่นดินเสียบัดนี้

วันจันทร์ที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2556

บทกวี 🌹 คารวะนักสู้

บทกวี >> คารวะนักสู้
คารวะนักสู้ผู้กล้าก้าว
ซึ่งปวดร้าวกับความจริงสิ่งที่เห็น
เมื่อสังคมวันนี้มีอันเป็น
เธอตอบแทนผู้ทุกข์เข็ญเหมือนเช่นเคย


กลางความวิปโยคโศกสมัย
ในหัวใจคนจริงยากนิ่งเฉย
ทุกเวลานาทีที่ผ่านเลย
ยิ่งเฉยเมยหนามเสนียดยิ่งเสียดแทง


กาลกิณีผีร้ายที่ร่ายร้อง
ขยับกรับขับทำนองเสียดแสยง
ปฎิกูลอวดกลิ่นกล้าท้าลมแรง
ยิ่งดาลเสียงสาปแช่งให้แผลงฤทธิ์


เมื่่อสาวเท้าก้าวหนึ่งหรือครึ่งก้าว
จะก้าวยาวก้าวสั้นนั่นเป็นสิทธิ์
แต่ที่หมายจักหดสั้นวันละนิด
และชีวิตย่อมสมฝันในบั้นปลาย

วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556

บทกวี 🕯️ สวัสดี คุณครู

ขอกราบครูผู้จุดเทียนการเขียนอ่าน
สวัสดีคุณครูผู้สอนศิษย์ 
คารวะตั้งจิตอธิษฐาน  
เทิดฐานะคำว่า ครู..อาจารย์ 
ดุจสะพานปัญญาแห่งธาตรี 

ขอกราบครูผู้จุดเทียนการเขียนอ่าน 
มุ่งสืบสานวิทยาโดยหน้าที่ 
เป็นรอยบุญหนุนนำคุณความดี 
ตามวิถีที่มนุษย์ควรรุดไป 

เพราะชีวิตวุ่นว้างบนทางเปลี่ยว 
ช่างคดเคี้ยวโขดเขินเกินวิสัย 
จะฝันข้ามตามรักสู่หลักชัย 
โดยขาดไร้ผู้แผ้วถางนำทางตน 

ครูผู้เอื้ออาทรจึงสอนสั่ง 
เพียรต่อตั้งเฝ้าสังเกตให้เหตุผล 
ขับคุณค่าความงามความเป็นคน 
บนถนนสายเวลาอนาคต 

ละล่องลอยคล้อยเคลื่อนเดือนปีคล้อย 
เรือชีวิตแล่นลอยตามบาทบท 
ครูยังคงเป็นครูผู้งามงด 
ไม่ราลดหมายศิษย์นี้ดีกว่าเดิม 

วันอาทิตย์ที่ 6 มกราคม พ.ศ. 2556

บทกวี 📷 สื่อมารชน

สื่อมารชน  กระดาษเปื้อนหมึก

เคยเป็นเช่นกระจกเงาทุกเช้าตรู่
ส่องสัญญาณการรับรู้ผู้คนเห็น
ฉายความทุกข์ปลุกสำนึกอันลึกเร้น
จนโดดเด่นได้ชื่อ ‘สื่อสาระ’

สร้างมติมหาชนบนหยาดหมึก
จารบรรทึกสรรพปัญญาวิสาสะ
เหมือนแสงทองส่องทางสร้างพันธะ
โดยสัจจะปกปักคคนางค์

จนคืนร้าว...
แล้วจันทร์แรมก็ลัดหาวอยู่ไม่ห่าง
ขับอุษาคอยเยือนให้เลื่อนราง
ปล่อยหมอกเมฆขุ่นคว้างเข้ารุมเมือง

วันอังคารที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2556

บทกวี 🥀 พลับพลึงธาร ~ รันทดบทสุดท้าย


พลับพลึงธาร ~ รันทดบทสุดท้าย

ตะวันทอแพรแสดกลางแดดกล้า พยับพร่างมายาเริงฟ้าใส ลมพรูพัดสะบัดโบกโยกกิ่งไกว หมู่พฤกษ์ไพรเนืองนับเร่งจับจูง พลับพลึงธารบานเร้นลับกับสายน้ำ ขับลำนำบุษบากลางป่าสูง แก้วกาฮังสวยสล้างแข่งยางยูง บ้างพลัดฝูงรำฟ้อนริมหาดทราย หมู่กวางทรายร่ายรินมากินหญ้า พยัคฆาหลบเร้นเขม้นหมาย กระทิงโทนขวับเคี้ยวอยู่เดียวดาย แล้วภาพแห่งความตายก็ฉายมา ๒. เรือใบไม้ไหวสะท้านผ่านดงดิบ ยินเพียงเสียงกระซิบอันแปลบปร่า เราคือซาก..คือวิบัติ..พัฒนา จักเยือนคลองนาคาในเร็ววัน เรือใบไม้ถอนสะอื้นคืนสงัด กลางรกชัฏป่าเปลี่ยวเลี้ยวลดหลั่น เย็นน้ำใสไหลเริงเป็นเชิงชั้น ราวสวรรค์ในนิทานนานมาแล้ว

วันพุธที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทกวี 😨 เมืองคนดิบ


ใครบางคนอาจกำลังยืนหัวร่อ แต่เรามีเหตุผลพอจะร่ำไห้

ใครบางคนอาจกำลังยืนหัวร่อ
แต่เรามีเหตุผลพอจะร่ำไห้
กับหลายสิ่งที่เห็นที่เป็นไป
ด้วยสมเพชประเทศไทยในยามนี้

เกิดวิบัติประหัตชาติถึงอาจล่ม
การโค่นล้มดำเนินเกินหลีกหนี
ภาพตำตาสารพัดสัตว์อัปรีย์
หมายราวีรัฐวอดมิเว้นวัน

เมื่อชั่ว..โง่..ดื้อ..บ้า..มากันครบ
โลกก็ถึงจุดจบทุกสิ่งสรรพ์
ราวชีวิตพลัดหลงถูกลงทัณฑ์
ตกนรกนิรันดร์ทั้งลืมตา

เหมือนกันหมด..มองทางไหนไร้ที่หวัง
โลกสูญพลังแห่งธรรมมานำหน้า
เกลื่อนโขยงโกงกันไปโกงกันมา
ปลุกระดมปัญญาแค่หายัด

วันอังคารที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทกวี ❤️ ขอสันติผลิบาน..


ขอสันติผลิบานตระการหล้า
ขอเมตตากระอวลไอแผ่ไพศาล
ขอความรักแรเงาเคล้าดวงมาน
ขอสายธารแห่งน้ำใจไหลเรื่อยริน

ขอทุกข์ยากขวากหนามสยามรัฐ
เคียวสายลมพรมพัดวิบัติสิ้น
ขอไพร่ฟ้าหน้าหมองของแผ่นดิน
จงมีกินมีค่าประสาคน

ขอความต่างจะอย่่างไรเหมือนไม่ต่าง
ไม่ทิ้งขว้างขอบเขตของเหตุผล
ขอทุกข์เข็ญแค้นคาตำตาตน
อย่ามาเยือนแย้มให้ยลกันอีกเลย

ขอความดีคือความหวังคนทั้งโลก
รับสุขโศกโชคชตาอย่างผ่าเผย
ขอนิยามคำว่า “เพื่อน” เหมือนอย่างเคย
ยามเอื้อนเอ่ยอย่าหวานปากถากด้วยตา

ขอรอยยิ้มไมตรีจิตมิตรภาพ
กรุ่นกำซาบกลางทรวงแกมห่วงหา
ขอพลังพลุ่งโดยแรงแห่งศรัทธา
เพื่อพรุ่งนี้ที่ดีกว่าอย่าสั่นคลอน

ขอคนโลภรู้จักพอไม่ก่อโลภ
รู้จุนเจือเอื้อโอบเมืองผุกร่อน
ขอคลองธรรมมรรคาคืออาภรณ์
ผลประโยชน์ทับซ้อนขอห่างไกล

ขอได้ไหมแผ่นดินนี้หากมีรัก
ขอตระหนักพลัดดวงก็ร่วงได้
ขอดอกไม้ธรรมาธิปไตย
บานสะพรั่งกลางใจไทยทุกคน./

วันพุธที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2555

บทกวี 🍥 เปลี่ยน

ฤาถึงคราฟ้าเปลี่ยนสี อเวจีจึงกล้ากร้าว

เปลี่ยนถูกให้เป็นผิด
เปลี่ยนยาพิษเป็นอาหาร
เปลี่ยนดีเป็นดิบด้าน
เปลี่ยนนรกานต์เป็นธรรมา

เปลียนธุลีให้มีศักดิ์
เปลี่ยนความรักเป็นคลั่งบ้า
เปลี่ยนชั่วเป็นวิชา
เปลี่ยนศรัทธาเป็นอาจม

เปลี่ยนแผ่นดินเป็นสินทรัพย์
เปลี่ยนสรรพสัตว์ให้ขื่นขม
เปลี่ยนยิ้มใสให้ตรอมตรม
เปลี่ยนโลกกลมเป็นโลกกิน

เปลี่ยนสะคราญเป็นโสโครก
เปลี่ยนโลกงามให้ทรามสิ้น
เปลี่ยนความหวังให้พังภินท์
เปลี่ยนร่มเย็นเป็นร้อนร้าว

ฤาถึงคราฟ้าเปลี่ยนสี
อเวจีจึงกล้ากร้าว
เด็ดดึงถึงดวงดาว
แสยะยิ้มเพลินฉิมพลี...ฯ

วันอาทิตย์ที่ 7 ตุลาคม พ.ศ. 2555

บทกวี 🖊️ มือที่ถือปากกา

มือที่ถือปากกามีค่านัก

มือที่ถือปากกามีค่านัก
ทุกรอยลักษณ์อักษรสะท้อนสิ่ง
จะเบนบิดหรือน้อมนำไขความจริง
ย่อมเอนอิงตามนิมิตแห่งจิตตน

จิตใจงามคิดความก็งามหมด
จิตใจคดก็เสื่อมเสียและสับสน
คนเป็นคนคงค่าสมค่าคน
ย่อมไม่จนใจคิดพินิจใจ

ยุคสมัยอันกำกวมต้องกล้าแกร่ง
ต้องชัดเจนแจ่มแจ้งทางที่ใช่
ไม่คลุมเครือหลอนหลอกมีนอกใน
ดังโคมไฟส่องสว่างทางสายงาม

จินตนา..คารม..คมความคิด
ถ้อยวิจิตรจากใจอันไหวหวาม
ซึ่งส่งผ่านอารมณ์เป็นคมความ
ต้องกล้าถามกล้าท้าทุกท่าที

เพื่อเผยทางสร้างสรรค์ตะวันรุ่ง
ขับม่านหมอกวันพรุ่งทุกถิ่นที่
ส่องเสี้ยนหนามรกชัฎในปัฐพี
เพื่อหลบลี้้และหาทางแผ้วถางมัน

ปากกาอาจขาดพลังไม่ดังมาก
แต่เมื่อปากต่อปากอยากรังสรรค์
เสียงก็ไพเราะดังเป็นรางวัล
อาจส่งฝันถึงวันใหม่ให้เป็นจริง

มือที่ถือปากกามีค่านัก
หากรู้จักพิทักษ์ธรรมนำทุกสิ่ง
หากบิดเบือนสัจจะหมายละทิ้ง
มันก็ยิ่งกว่าขยะสวะคน!



๑๙ กันย์ ‘๕๕
เยี่ยมชม ๐ Page...http://www.facebook.com/RaPhiPhchra?ref=hl


วันศุกร์ที่ 29 มิถุนายน พ.ศ. 2555

บทกวี 🌳 แม่วงก์....แม่สะอื้น

เขียวขื่นกี่หมื่นเขียว โดนคมเขี้ยวเลื่อยยนต์บั่น
ขันแข็งแข่งเขมือบ
แล้วฝูงเหลือบก็รุมเข่น

ฟาดฟัดอย่างจัดเจน
บทผีดิบในดวงใจ

แม่วงก์..แม่สะอื้น
แม่จะยืนอยู่ตรงไหน
กลางฝุ่นและฟอนไฟ
หื่นตัณหาแห่งมานุษย์

แมงเกลื้อนแมลงกลาก
โผล่สำรากไม่หย่อนหยุด
มอดไม้ก็เร่งมุด
เขมือบไม้กันมุบมิบ

ป่าไม้ต้องรักษา
ปากก็ว่าตาขยิบ
เขม้นหมายไม่กระพริบ
แล้วป่าใหญ่ก็หายวับ


แลกสวยด้วยเขื่อนสูง
มยูรยูงอีกสัตว์สรรพ
ชีวิตอนันต์นับ
พินาศยับลงฉับพลัน


เขียวขื่นกี่หมื่นเขียว
โดนคมเขี้ยวเลื่อยยนต์บั่น
เพื่อคนกี่คนกัน
จึงสวรรค์ต้องวอดวาย

ฤาไทยต้องเลยเถิด
เตลิดล่มจนจมหาย
เมื่อนกรู้ต่างดูดาย
ไม่พร้อมพบสยบมัน...ฯ



วันอาทิตย์ที่ 13 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทกวี 🥹 คืนเหงา

เห็นตำตา..ตาจึงจำ..ไว้ตำใจ.

มาเพื่อชื่นดวงดาวพร่างพราวฟ้า
มาเพื่อทอดเวลาหาเหตุผล
มาเพื่อหลบหน้าหมองของผู้คน
มาเพื่อพ้นเงาทะมื่นที่กลืนเมือง

โอ้ละหนอ..ความดีที่หล่นหาย
กลับกลืนกลายเป็นเลวเสียทุกเรื่อง
แหงนมองฟ้าฟ้าเหงาเงาเรื่อเรือง
เหมือนซ่อนเคืองอัดอั้นกับฝันร้าย

คืนวันนี้..วันนั้น..หรือวันไหน
ล้วนจัญไรเจิดแจรงไม่แหนงหน่าย
สารพัดสารภัยก็ไล่ราย
เหลือเพียงเพลงสุดท้ายจะร่ายพิษ

วันพุธที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2555

บทกวี 🏛️ เมืองใด...

เมืองใดไร้ชื่อเรื่องซื่อตรง  จะเชิดหน้าทระนง...อย่าหวังเลย

เมืองใดไร้ซึ่งสิ่งพึงมี...
ย่อมขาดไร้ศักดิ์ศรีและคุณค่า
เมืองใดไร้ผู้ควรบูชา
ก็ได้แต่รอเวลาที่ดับลง

เมืองใดไร้ซึ่งทหารหาญ
ก็รอวันแหลกลาญเป็นผุยผง
เมืองใดไร้ชื่อเรื่องซื่อตรง
จะเชิดหน้าทระนง...อย่าหวังเลย

เมืองใดไร้ธรรมเป็นอำนาจ
กลับยอมรับทรราชย์หน้าตาเฉย
ย่อมไม่อาจอยู่เย็นเหมือนเช่นเคย
เหลือแต่ความเฉยเมยในแววตา

วันเสาร์ที่ 28 สิงหาคม พ.ศ. 2553

บทกวี 🐦‍⬛ ด้วยรัก....ที่รานร้าว


เอามีดมากรีดน้ำ
แล้วก็ย่ำย้ำรอยเก่า
มีแผลก็แค่เกา
สร้างบทนำคือจำยอม….

เหมือนละครน้ำครำดูซ้ำซาก
เห็นแต่ฉากรวยรูปจูบไม่หอม
วาทศิลป์กล่อมเกลี้ยงเผดียงดอม
หวังเพียงน้อมผู้คนให้ทนดู

จะปรองดองต้องปองดีเป็นที่ตั้ง
เพราะเสียงสั่งของหัวใจให้อดสู
ต่อความหมายพ่ายพับที่รับรู้
หรือตัวกูพวกกูอยู่ต่อไป

เชื่อมั่นประเทศไทย...ให้ใครเชื่อ
ถ้าตัวเองไม่เหลือความยิ่งใหญ่
ยอมระย่อต่อระยำที่ตำใจ
หวังเพียงขั้นบันไดของตนเอง

วันเสาร์ที่ 5 มิถุนายน พ.ศ. 2553

บทกวี 🦌 เขาใหญ่...ในห้วงสนธยา


แผ่นดินนี้พอเพียงเลี้ยงคนขาด แต่ไม่อาจอุ้มโอบคนโลภได้

ซึ่งได้เป็นความหลังแล้วทั้งสิ้น
คือความรัก แรงถวิลและห่วงหา
ไม่มีแล้วดอกไม้ในแววตา
เหลือเพียงแค่ราคาระหว่างคน

ลมร้อนอ้าวร้าวระรุมขึ้นสุมฟ้า
อวิชชาเสียดแทงทุกแห่งหน
ผืนแผ่นดินโฉ่ฉาวด้วยคาวคน
ทรชนยืดร่างอย่างผู้ดี

ปัญญานำพาคนให้พ้นทุกข์
แต่ถึงคราวทุรยุคบดขยี้
คุณธรรมคุณระยำสองคำนี้
เหมือนไม่มีความหมายแตกต่างกัน

เราจะไปไหนกันในวันพรุ่ง
เมื่อทุกคนต่างมุ่งขยายฝัน
จนมองข้ามทุกข์ทนของชนชั้น
ผู้เหลือสิทธิ์แบ่งปันแค่ฝันร้าย

วันพฤหัสบดีที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

บทกวี ❇️ ประเทศไทยต้องไม่แพ้...??


ภาพวันนั้น...มันหายไปไหน

ภาพวันนั้น...มันหายไปไหน
รอยยิ้มจริงใจเกลื่อนใบหน้า
เด็กน้อยจูงมือมารดา
พ่อค้าแม่ขายรายทาง

เมืองแก้วร้างแก้วแล้ววันนี้
คลื่นคนขวัญหนีอยู่ไม่สร่าง
กัมปนาทเสียงปืนครืนคราง
ผนึกความอ้างว้างแก่ผู้คน

นี่คือเมืองพระ...เมืองพุทธ
ที่มนุษย์ฆ่ามนุษย์ทุกแห่งหน
และไม่ใช่สงครามประชาชน
แต่เป็นแค่เหตุผล...คนอยากทราม

กับสังคมเน่าเน่าสังคมนี้
เหมือนไม่มีคำตอบทุกคำถาม
มีแต่ “เงิน”และ “งก” คือความงาม
ให้ติดตามตาเห็นไม่เว้นวาย

แล้วจะมีหวังใดให้ได้หวัง
ในเมื่อพลังขับเคลื่อนต่างสูญหาย
เกลื่อนเจ้าที่เจ้าทางไร้ยางอาย
พร้อมส่งผ่านความหมายตายทั้งเป็น

มืดกว่าคืนเดือนมืด...มืดสนิท
ทุกชีวิตเหยาะย่างกลางของเหม็น
ไร้สัญญาณการเยือนของเดือนเพ็ญ
นอกจากหนาวเยียบเย็นและอ่อนล้า

วันนี้...พรุ่งนี้...หรือพรุ่งไหน
จึงไทยคือไทยได้สมค่า
มิใช่เมืองยิ้มคือมายา
กับคาถา..ประเทศไทยต้องไม่แพ้.




วันพฤหัสบดีที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

บทกวี 🥴 ฤาสยามไร้ผู้รู้หน้าที่



คือความวิปโยคโศกสมัย ประกาศความป่วยไข้ไปทุกแห่ง

คือความวิปโยคโศกสมัย
ประกาศความป่วยไข้ไปทุกแห่ง
เมื่อธรรมะใสพิสุทธิ์หยุดแสดง
ปล่อยกาลีแก่งแย่งสำแดงตน

หรือคนกล้า คนดีไม่มีแล้ว
เหลือแต่กาตาแววผู้สับสน
บริกรรมพร่ำคาถาว่าอดทน
ให้ปวงชนสิ้นหวังทุกครั้งครา

หรือคนดีอยู่ไม่ได้ในเมืองนี้
โลกไม่มีหลักประกันให้คนกล้า
หรือสิ้นสุดกระแสยุติธรรมา
ความชั่วช้าสามานย์จึงพล่านนัก

ปล่อยอัปรีย์ผีร้ายสยายร่าง
เกลื่อนกร่างตำใจให้ติดปลัก
เพื่อนไทยพาไทยให้แล้งรัก
แจ้งประจักษ์เต็มตาก็ครานี้

วันเสาร์ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2553

บทกวี 🎆 ก่อนจะถึงปลายทาง


ร้อยรสบทกวี...ก่อนจะถึงปลายทาง

กว่าจะเป็นไม้ใหญ่ได้สักต้น
ต้องต่อสู้ดิ้นรนขนาดไหน
ต้องผ่านลม..ฝน..ฟ้ามาเท่าใด
นก..หนู..หนอน..ชอนไชกี่ภัยพาล

จึงเติบใหญ่ให้เห็นเป็นไม้หลัก
เป็นที่พักที่กินเป็นถิ่นฐาน
ให้ส่ำสัตว์ได้สิงสู่อยู่สุขสราญ
สืบตำนานผู้ให้แห่งไพรเย็น

กว่าเป็นคนเต็มคนสักคนหนึ่ง
กว่าเอื้อมถึงหลักชัยให้เขาเห็น
กว่าเปี่ยมศักดิ์บารมีอย่างที่เป็น
ต้องลำเค็ญแค่ไหนกว่าได้มา

ต้องบ่มเพาะประสบการณ์ทำงานหนัก
ต้องฟันฝ่าอุปสรรคอันหนักหนา
กี่หุบเหว กี่หนาวร้อน กี่อ่อนล้า
จึงสั่งสมบุญญาได้เท่านี้

แล้วไยเล่ายังไม่เข้าใจโลก
ว่าสุขโศกล้วนได้จากใจนี่
แม้อิ่มบุญวาสนามานานปี
ก็หลีกหนีไม่พ้นวงเวียนกรรม

ไยจึงต้องยึดติดนิมิตใหม่
ฝากหัวใจกับคนพาลสันดานต่ำ
ผู้ไร้ค่าแปดเปื้อนแต่เงื่อนงำ
ให้มืดดำในเบื้องท้ายปลายชีวิต

ไม่คิดถึงลูกหลานเลยบ้างหรือ
จึงดึงดื้อดันทุรังสร้างบาปผิด
ให้สายทรามตามตัวไปทั่วทิศ
ตามลิขิตประวัติศาสตร์จักวาดไว้

หยุดเสียเถิด วางเสียเถิด เลิกเสียเถิด
ทางประเสริฐคงรู้อยู่หนไหน
เพื่อบุญของทวยราษฎร์ของชาติไทย
และเพื่อใจไม่ต้องตกนรกนาน...นาน./


บทกวี >> ก่อนจะถึงปลายทาง

วันจันทร์ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2553

บทกวี 😷 พลังเงียบ..ต้องไม่เงียบ..!!


พลังเงียบต้องไม่เงียบ ต้องกล้าเหยียบกล้าหยัดยืน

พลังเงียบต้องไม่เงียบ
ต้องกล้าเหยียบกล้าหยัดยืน
ปลุกใจให้ฟื้นตื่น
ด้วยมาดมั่นกระชับมือ

เพลาอนาคต
ถูกกำหนดให้ยึดถือ
จะหงอจะอออือ
หรือกอบกู้เชิดชูธรรม

นี่คือทางสองแพร่ง
ที่ยื้อแย่งชิงการนำ
กี่ถ้อยกี่ร้อยคำ
ก็ไม่สู้หนึ่งใจคิด

เลือกเอาและเลือกเอง
อย่าคร้ามเกรงเพราะเป็นสิทธิ
วันนี้คือชีวิต
จะถูกผิดก็วันนี้

ธำรง “ทรงพระเจริญ”
เพื่อสรรเสริญพลังความดี
หรือปล่อยให้อัปรีย์
มันรื้อบ้านประหารเมือง

เมื่อเลยขีดของเหตุผล
ประสาคนไม่รู้เรื่อง
จาบจ้วงอยู่เนืองเนือง
ควรหรือจะละเว้นมัน

เพื่อนเอ๋ย..พี่น้องเอ๋ย..
อย่าชื่นเชยแต่เพียงฝัน
เมื่อไทยไม่รักกัน
สมานฉันท์ก็ป่วยการ.

โพสต์แนะนำ

สาระนิทาน ชุด ไม้ไทยใจดี 🍽 เรื่อง "ข.ข้าว ขาว ขาว"

เขียวเอย...เขียวพรมผืนใหญ่ ใครมาถักทอไว้ แลไกลสุดตา  เจียวเอย... ตัวฉันนั่นไง  ใบ ข้าว เขียวเขียว ยืนต้นเดี่ยวเดี่ยว  ร...