Facebook-Like-Us1.png 

วันพุธที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2556

นิทาน (๑) นกแสงตะวัน

นกแสงตะวัน...ฤดูหนาวปีนั้นช่างยาวนานเหลือเกิน ฤดูหนาวปีนั้นช่างยาวนานเหลือเกิน ยาวนานเสียจนท้องทุ่งเขียวขจี อันเป็นถิ่นที่อยู่ของสัตว์นานาชนิดต้อง เปลี่ยนแปลงไป ทุกหนทุกแห่งกลับกลายเป็นสีขาวโพลนของหิมะ ที่โปรยปรายลงมาอย่างไม่รู้จักจบสิ้น แผ่คลุมความหนาวเย็นอันร้ายกาจกินอาณาบริเวณไปไกลแสนไกล
สัตว์ต่าง ๆ พากันอพยพหนีหนาวไปจนสิ้น บ้างที่หนีหนาวไม่ทันก็ค่อย ๆ ทยอยล้มตายไปเป็นจำนวนมาก ส่วนที่เหลืออยู่ก็อ่อนล้าโรยแรงลงไปทุกที แม้แต่นกอินทรี ผู้ได้ชื่อว่า ราชาแห่งท้องทุ่งกว้าง ก็ยังทนท้าความหนาวเย็นไม่ไหว จำยอมละทิ้งความหยิ่งผยอง ทิ้งตัวจากยอดไม้ลงมานอนฟุบอยู่กับกองหิมะอย่างสิ้นเรี่ยวแรง
         ห่างออกไปตรงชายเนิน นกแซงแซวกับนกกาเหว่านอนทอดตัวนิ่งอยู่ใกล้ ๆ กัน ไม่มีใครรู้ว่านกทั้งสองเพียงแค่สลบไสลหรือลาจากโลกนี้ไปแล้ว แต่ก็นั่นแหละ.. ถึงยังมีชีวิตอยู่ก็คงยากที่จะหาความช่วยเหลือจากใครได้ เพราะในยามนี้ ทุกชีวิตล้วนตกอยู่ในสภาพเดียวกันทั้งนั้น หนาว..เหนื่อย..และหิว สิ่งเดียวที่พอจะทำได้ก็คือ ประคองชีวิตให้รอด เพื่อรอให้ฤดูหนาวอันทารุณนี้ได้ผ่านพ้นไปโดยเร็ว
นกแสงตะวันมองความเป็นไปบนท้องทุ่งกว้างแห่งนี้ด้วยความเศร้าใจ         เจ้านกแสงตะวันมองความเป็นไปบนท้องทุ่งกว้างแห่งนี้ด้วยความเศร้าใจ มันรู้สึกสงสารเพื่อนนกที่กำลังถูกทำร้ายจากความหนาวเย็นเป็นยิ่งนัก ตัวมันเองโชคดีที่ทิ้งถิ่นไปหากินทางใต้เสียนาน โดยไม่ทันล่วงรู้มาก่อนว่าจะกลับมาเจอสภาพอากาศเลวร้ายเช่นนี้เข้า ในตอนแรก มันตั้งใจจะบินผ่านเลยไปเหมือนกับเพื่อน ๆ ของมัน แต่เมื่อเหลือบเห็นเป็ดป่าฝูงหนึ่งกำลังดิ้นกระเสือกกระสนอยู่เหนือผิวน้ำ ที่กำลังแข็งตัวอยู่เบื้องล่าง หมายที่จะโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างสิ้นหวัง มันจึงตัดสินใจบินแยกจากฝูงลงมาเกาะบนยอดไม้บริเวณนั้น และเพียงกวาดสายตามองไปรอบ ๆ นกแสงตะวันก็พอจะคาดเดาได้ว่า เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในทุ่งกว้างแห่งนี้ ร้ายแรงเกินกว่าที่มันจะนิ่งเฉยอยู่ได้


"นี่ถ้าไม่มีใครทำอะไรสักอย่างละก็ คงไม่มีใครเหลือรอดไปแน่ ๆ"


        "นี่ถ้าไม่มีใครทำอะไรสักอย่างละก็ คงไม่มีใครเหลือรอดไปแน่ ๆ" นกแสงตะวันคิด พลางขยับปีกอย่างไม่สบายใจที่เห็นเพื่อนนกหลายต่อหลายตัวนอนขดกายอยู่ทาม กลางกองหิมะ ขณะที่ตัวเองยังแข็งแรงพอที่จะเกาะคอนบนยอดไม้อยู่เพียงลำพัง
นกแสงตะวันขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงโผลงมาหานกนางแอ่นตัวหนึ่งที่กำลังกระถดตัวเข้าหาที่กำบังใต้โคนไม้ที่ มันเกาะอยู่ มันกางปีกโอบคลุมตัวนกนางแอ่น ให้ความอบอุ่นอยู่ชั่วขณะ แล้วเอ่ยถามว่า มีหนทางใดที่มันพอจะช่วยเหลือเพื่อน ๆ ได้บ้าง



        "ฉันก็ไม่รู้อะไรมากนักหรอก" นกนางแอ่นขยับตัวพลางตอบอย่างอ่อนแรงกางปีกโอบคลุมตัวนกนางแอ่น ให้ความอบอุ่นอยู่ชั่วขณะ " แต่เคยได้ยินนกอินทรีเขาว่า พอมีทางอยู่เหมือนกัน ถ้ามีใครสามารถบินขึ้นไปเอาเปลวไฟจากดวงอาทิตย์มาได้ แต่ใครจะกล้า..ใครล่ะจะมีแรงพอที่จะบินได้สูงขนาดนั้น" นกนางแอ่นรำพึงด้วยความรู้สึกท้อแท้
       เอาละ ๆ ทำใจดี ๆ เข้าไว้ เดี๋ยวฉันจะลองไปถามนกอินทรีเขาดูอีกที รักษาเนื้อ รักษาตัวให้ดีนะ นกนางแอ่น ยังไง ๆ มันก็ไม่มีทางเลวร้ายไปกว่านี้แล้วละ" นกแสงตะวันปลอบ ก่อนโผไปหานกอินทรีที่นอนอยู่ไม่ไกลนัก
        จริงอย่างที่นางแอ่นว่า.. นกอินทรีเล่าเรื่องที่เคยรับรู้มาตั้งแต่เด็กที่ปู่ย่าเคยเล่าให้ฟังถึงความ โหดร้ายทารุณของอากาศแบบเดียวกันนี้ และนกอินทรีหนุ่มผู้กล้าหาญตัวหนึ่งเคยพยายามที่จะบินขึ้นไปเก็บเกี่ยวเปลว แห่งแสงตะวันมาแล้ว ไม่มีใครรู้หรอกว่าอินทรีหนุ่มตัวนั้นทำสำเร็จหรือไม่ แต่นั่นก็เป็นตำนานที่ลูกหลานนกอินทรีทุกตัวเคยได้ยินต่อ ๆ กันมา ก่อนหน้านี้ ตัวมันเองก็ได้พยายามแล้วเหมือนกัน แต่น่าเสียดายที่ดวงอาทิตย์อยู่สูงเกินไป และนกอินทรีเองก็เหนื่อยล้าเกินกว่าจะบินต่อไปไหว จึงต้องยอมแพ้เสียก่อน

       นกแสงตะวันรับฟังวีรกรรมอันห้าวหาญของอินทรีหนุ่มด้วยความสนใจ มันรู้สึกตื่นเต้นและประทับใจในสิ่งที่บรรพบุรุษนกอินทรีเคยทำเป็นอย่างยิ่ง บัดนี้..มันรู้แล้วว่าตัวเองควรจะทำอะไรต่อไป เพื่อเป็นการช่วยเหลือเพื่อน ๆ ที่กำลังนอนรอคอยวาระสุดท้ายของชีวิต แม้ว่าสิ่งที่มันจะทำต่อไปนี้จะเป็นงานที่ยากเย็นแสนสาหัสก็ตาม
โผบินขึ้นไป สูงขึ้น...สูงขึ้น...สูงขึ้นเรื่อย ๆ
ดอกหญ้าดอกเล็ก ๆ แข่งกันแทงยอดขึ้นมาราวกับเกรงว่าความหนาวเหน็บจะหวนกลับมาขับไล่ นกแสงตะวันแหงนมองท้องฟ้าแล้วโผบินขึ้นไป สูงขึ้น...สูงขึ้น...สูงขึ้นเรื่อย ๆ ผ่านทะลุม่านเมฆหนาทึบทีละชั้น ๆ จนเริ่มบางเบาลงทุกขณะ ในจิตใจมีแต่ความคิดที่จะบิน..บิน...และบินไปจนกว่าจะถึงดวงตะวันที่ทอแสง เจิดจ้าอยู่ไกล ๆ หมายเพียงเก็บเกี่ยวกิ่งไฟมาบรรเทาความหนาวเย็นบนพื้นโลกให้จงได้ หลายต่อหลายครั้งที่มันหมดเรี่ยวแรงขยับปีก ต้องปล่อยตัวให้ร่วงหล่นลงมา แต่ภาพของเพื่อน ๆ ผู้ทุกข์ยากที่ปรากฎขึ้นมาในความคิด ก็กลับเป็นแรงผลักดันให้ปีกทั้งสองขมันกระพือต่อไป สูงขึ้นไป...สูงขึ้นไปอย่างไม่ยอมหยุดยั้ง
        แล้วในที่สุด รางวัลแห่งความพยายามก็มาถึง บินพุ่งเข้าหาเปลวตะวันสุดแรงเกิด หมายที่จะคว้าเศษเสี้ยวของดวงตะวันมันเริ่มรู้สึกถึงคลื่นความร้อนที่แผดพุ่งเข้ามาหาตัว ร้อนแรงยิ่งขึ้นทุกขณะที่มันบินพุ่งทะยานเข้าหา อีกครั้งที่มันเริ่มวิตก ไม่แน่ใจว่าจะทำสิ่งที่มันพยายามต่อไปได้ แต่แล้ว..ภาพอันไร้สติของเพื่อน ๆ ที่อยู่เบื้องล่างก็ทำให้ความลังเลของมันหมดไป มันตัดสินใจบินพุ่งเข้าหาเปลวตะวันสุดแรงเกิด หมายที่จะคว้าเศษเสี้ยวของดวงตะวันให้ได้แม้เพียงน้อยนิด ก่อนที่จะทิ้งตัวลงสู่พื่นโลก แต่ทว่าสำนึกสุดท้ายของมันก็พลันดับวูบไปเสียก่อน โดยไม่ทันแม้แต่จะบอกลาเพื่อน ๆ ของมันด้วยซ้ำ...

ร่างอันลุกโชนด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรงของดวงตะวันร่วงหล่นจากฟ้า        ร่างอันลุกโชนด้วยเปลวเพลิงอันร้อนแรงของดวงตะวันร่วงหล่นจากฟ้า พุ่งดิ่งลงมาราวกับก้อนไฟลูกหนึ่ง สีแดงฉานของมันแม้จะดูไม่ใหญโตอะไรนัก แต่ก็เพียงพอที่จะก่อให้เกิดสีสันสว่างไสวงดงามอย่างน่าประหลาด ยามที่ตกลงมายังท้องทุ่งหิมะสีขาวโพลน ที่น่าอัศจรรย์ไปยิ่งกว่านั้นก็คือ ทันทีที่ร่างของนกแสงตะวันที่ถูกโอบคลุมไว้ด้วยเปลวตะวันอันร้อนระอุตกต้องกระทบพื้น หิมะรอบ ๆ ร่างของมันก็ค่อย ๆ หลอมละลายแผ่บริเวณกว้างขยายออกไปทีละน้อย พร้อม ๆ กับช่วยปลุกหลายชีวิตที่หลับไหลไปกับความหนาวเย็นให้ฟื้นตื่นคืนความสดชื่นอีกครั้ง

ดอกหญ้าดอกเล็ก ๆ แข่งกันแทงยอดขึ้นมาราวกับเกรงว่าความหนาวเหน็บจะหวนกลับมาขับไล่ให้มันต้องหลบไปซ่อนตัวอยู่ใต้ดินอีกครั้ง เช่นเดียวกับพืชพรรณไม้นานาชนิดที่ต่างก็ชักชวนกันแต่งตัวออกมาชมโลก แลดูสวยสะพรั่งไปทั่วบริเวณ

        หนอนผีเสื้อที่ล้วนหลบซ่อนอยู่ในเกราะดักแด้ต่างพากันเจาะเปลือกหุ้ม แปลงร่างเป็นผีเสื้อแสนสวยหลากสีบินว่อนไปทั่ว ฝูงนกที่นอนซุกตัวรอความตายอยู่ทามกลางกองหิมะก็กลับมีชีวิตชีวาขึ้นมาใหม่ เมื่อไออุ่นแผ่ไปถึง ต่างโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่งเสียงร้องเริงร่าต้อนรับชีวิตใหม่กันเซ็งแซ่อึงคนึง

ฝูงนกต่างโผบินขึ้นสู่ท้องฟ้า ส่งเสียงร้องเริงร่าต้อนรับชีวิตใหม่กันเซ็งแซ่อึงคนึง         จะมีก็เพียงนกอินทรี นางแอ่น กับเพื่อนนกอีกไม่กี่ตัวเท่านั้น ที่ตื่นขึ้นมาพร้อมกับความโศกเศร้าอยู่ลึก ๆ เพราะรู้ดีว่า ความชื่นบานของชีวิตที่ได้กลับคืนมานั้น มิได้เกิดขึ้นมาเองแต่อย่างใด หากต้องแลกกับชีวิตของเพื่อนของมันตัวหนึ่ง ซึ่งยอมเสียสละตนอย่างกล้าหาญเพื่อความอยู่รอดของทุกชีวิตที่นี่

เหลือไว้แต่เพียงเรื่องราวแห่งความทรงจำถึง..นกแสงตะวัน         นกแสงตะวันจากลาไปแล้วพร้อมกับความหนาวเย็นอันทารุณร้ายกาจ และความหนาวเย็นเยี่ยงปีนั้นก็มิได้เยี่ยมกรายมายังท้องทุ่งแห่งนี้อีกเลย คงเหลือไว้แต่เพียงเรื่องราวแห่งความทรงจำถึงนกแสงตะวันที่ยังคงขับขานเล่า สืบต่อกันมาในหมู่นกแห่งท้องทุ่งแถบนั้น

ทุก ๆ ฤดูร้อน ยามที่ดอกไม้เริ่มผลิบาน นกทั้งหลายจะพากันบินว่อนเต็มท้องฟ้า ส่งเสียงร้องเพลงไพเราะ เพื่อต้อนรับความอุดมสมบูรณ์ของชีวิต และแน่ละ.. หนึ่งในบรรดาบทเพลงเหล่านั้น ก็คือบทเพลงสดุดีความกล้าหาญของนกแสงตะวัน ผู้ชุบชีวิตใหม่ให้แก่ท้องทุ่งแห่งนี้....


3 ความคิดเห็น :